วันเสาร์ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

น้ำทับทิม และกะเพรากลิ่นหอมลดน้ำตาลและไขมันได้

น้ำทับทิม
ทับทิม เป็นผลไม้ที่สวยงามและมีกลิ่นหอมมาก สามารถปลูกได้ในประเทศไทย แต่ที่แท้จริงเป็นผลไม้ที่มีต้นกำเนิดมาจากเปอร์เซีย (ประเทศอิหร่านในปัจจุบัน) และมีแถบอินเดียตอนเหนือบริเวณเทือกเขาหิมาลัย
ในเมืองไทย ทับทิมดูจะเป็นผลไม้ที่ศักดิ์สิทธิ์ และเป็นที่นิยมนำไปถวายแด่พระแม่กวนอิม ในประวัติศาสตร์ พบว่าได้มีการนำทับทิมมาทำเป็นยารักษาโรคตั้งแต่ 80 ปีมาแล้ว ในประเทศเปอร์เซียโบราณมีความเชื่อว่า คุณค่า ทางอาหารทุกชนิดที่มีอยู่ในผลไม้ต่างๆ นั้น รวมกันอยู่ในทับทิม ทับทิมเป็นผลไม้ที่ได้รับการเพาะปลูกอย่างแพร่หลาย โดยมีการใช้ทับทิมเป็นสัญลักษณ์ของผลไม้ ถือว่าเป็นผลไม้จากสวรรค์หรือเป็นของขวัญจากพระเจ้า
วิธีทำ
นำทับทิมแกะเอาแต่เนื้อ 1 ถ้วย ใส่ในผ้าขาวบางขยำเติมน้ำต้มสุข 1 ถ้วย ขยำซ้ำอีก กะว่าให้ได้เนื้อออกมาจากเมล็ดมากที่สุด จากนั้นนำมาเติมน้ำเชื่อมและเกลือป่น คนให้ละลาย ชิมตามชอบ
ส่วนผสม
เนื้อลูกทับทิม 1 ถ้วยตวง
น้ำต้มสุก 1 ถ้วยตวง
น้ำเชื่อม ตามชอบ
เกลือ ตามชอบ
ประโยชน์และคุณค่าทางสมุนไพร
ทับทิมในตำราแพทย์สมัยโบราณ ในผลทับทิมมีวิตามินมากมายหลายชนิด รวมทั้งแมกนีเซียมและแคลเซี่ยม ซึ่งมีประโยชน์ต่อระบบฟอกโลหิต และ ระบบการหมุนเวียนในร่างกาย ในตำราแพทย์โบราณของเปอร์เซีย (ซึ่งถือว่าเป็นต้นตำรับของวิชาแพทย์ตะวันตกในปัจจุบัน) ระบุว่าทับทิมมี ประโยชน์ดังต่อไปนี้
การฟื้นฟูสู่สภาพเดิมของหัวใจและตับ
การฟอกไตและท่อปัสสาวะ
สมรรถนะในการส่งเสริมการย่อย
ขจัดไขมันส่วนเกิน
เป็นยาบำรุงกำลัง
ช่วยป้องกันการแพ้ท้อง
ช่วยปรับฮอร์โมนในวัยหมดประจำเดือน
ปรับปรุงระบบการฟอกและหมุนเวียนโลหิต
การฟื้นฟูจากโรคเบาหวาน
สมรรถนะในการกลั้นเสมหะ
ต่อต้านการเสื่อมสมรรถภาพทางเพศและเพิ่มพลัง
ป้องกันโรคขี้หลงขี้ลืมในผู้สูงอายุ
ทำให้ผิวหน้าสวย





กะเพรากลิ่นหอมลดน้ำตาลและไขมันได้
ข้าวผัดกระเพรา เป็นอาหารที่ทุกคนมักจะรู้จัก และคุ้มเคยอย่างดี สาเหตุส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะเป็นอาหารที่ปรุงง่าย ไม่มีพิธีรีตองอะไรมากมายแถมรสชาติก็อร่อย
นอกจากจะมีกลิ่นหองเฉพาะตัว ยังมีสรรพคุณทางยามากมาย เช่น ใบสดของกะเพรามีน้ำมันหอมระเหยอยู่ ซึ่ง ประกอบด้วย linaloo และmethyl chavicol เป็น ยาแก้ขับลม ท้องอืด ท้องเฟ้อปวดท้อง บำรุงธาตุ ขับผายลม แก้อาการจุกเสียดในท้อง ให้ใช้ใบสด หรือยอดอ่อน สัก 1 กำมือ มาต้มให้เดือด แล้วกรองเอาน้ำดื่ม แต่ถ้าใช้กับเด็ก ทารกให้นำเอามาตำให้ละเอียดคั้นเอาน้ำนำมา ผสมกับน้ำยามหาหิงคุ์แล้วใช้ทาบริเวณ รอบๆ  สะดือ และทาที่ฝ่าเท้า แก้อาการปวดท้องของ เด็กได้ และน้ำที่เราเอามาคั้นออกจากใบยังใช้ ขับเสมหะ ขับเหงื่อ หรือ ใช้ทาภายนอกแก้โรค ผิวหนัง กลาก เกลื้อนได้ นอกจากนี้ ใบสดยังนำมาผัด หรือ          นำมาแกงเป็นอาหาร ได้อีกด้วยสำหรับใบแห้ง ใช้ชงดื่มกับน้ำ แก้ท้องขึ้น และน้ำมันที่ได้จากใบกะเพรานั้น สามารถยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อโรคบางชนิด ช่วยฆ่าเชื้อจุลินทรีย์บางอย่าง และมีฤทธิ์ฆ่ายุงได้ ซึ่งจะมีฤทธิ์ได้นาน 2 ชั่วโมง เมล็ดกะเพรา เมื่อนำไปแช่น้ำเมล็ดก็จะพองตัวเป็นเมือก ขาว ให้ใช้พอกในบริเวณตา เมื่อตามีผงหรือฝุ่น ละอองเข้า ผงหรือฝุ่นละออง จะออกมา ซึ่งจะไม่ทำให้ตาของเราช้ำ รากกะเพรา ใช้รากที่แห้งแล้ว ชงหรือต้มกับน้ำร้อนดื่ม แก้โรคธาตุพิการ ทั้งนี้มีงานวิจัยหลายชิ้นที่ระบุว่า กะเพรา มีฤทธิ์ในการลดน้ำตาลในเลือด และลดไขมันได้

วันศุกร์ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

เห็ดหลินจือแดง อีกทางเลือกในการป้องกันโรคมะเร็ง


เห็ดหลินจือแดง อีกทางเลือกในการป้องกันโรคมะเร็ง
            
เป็นช่วงเวลากว่าสองพันปี ที่มีการค้นพบเห็ดหลินจือ และได้มีการนำมาค้นคว้าวิจัยเพื่อประโยชน์ในทางการแพทย์ เป็นข้อมูลการแพทย์ทางเลือก รวมทั้งการวิจัยด้านมะเร็งในการป้องการและยับยั้ง ในทางพฤกษาศาสตร์ พบว่าเห็ดหลินจือ แบ่งประเภทตามลักษณะตามสีและรูปร่างได้ 6 ชนิดด้วยกัน คือหลินจือ แดง ดำ เหลือง ขาว เขียว และม่วง ทั้งนี้ในการศึกษาวิจัยค้นพบว่าเห็ดหลินจือแดงมีสารที่ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อร่างกายมากที่สุดจากในบรรดา 6 ชนิดที่กล่าวมา
เห็ดหลินจือแดงนั้นได้รับการยกย่องว่าเป็นสมุนไพรชั้นสูงซึ่งหายาก มีคุณสมบัติทางยามากและมีคุณค่าเทียบเท่าโสมเลยทีเดียวจากการวิจัยค้นพบว่าเห็ดหลินจือแดงนั้น อุดมด้วยสารต่างๆ มากมายที่ล้วนแล้วแต่มีประโยชน์กับร่างกาย และมีหลักการในการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันมะเร็งในร่างกายเรา จากการวิจัยพบว่า เห็ดหลินจือแดง อุดมด้วยพลังจากธรรมชาติและให้ประโยชน์มหาศาลต่อร่างกาย ซึ่งคุณสมบัติอันโดดเด่นของเห็ดหลินจือแดงก็คือ ช่วยเพิ่มภูมิต้านทานโรค กำจัดสารพิษในร่างกาย อีกทั้งยังกระตุ้นเซลล์ให้ทำงานเป็นปกติ สำหรับการป้องกันโรคมะเร็ง เห็ดหลินจือแดงเพิ่มความต้านทานโรคมะเร็งได้ดี เพราะมี โปลิแซ็กคาไรน์ สารสำคัญที่ช่วยสร้างระบบคุ้มกันของร่างกาย ช่วยเพิ่มปริมาณเม็ดเลือดขาวเพื่อจัดการกับเชื้อโรคต่างๆ ที่สำคัญยังมีสารต่อต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยสกัดยับยั้งการเกิดมะเร็งอีกทาง
โดยเห็ดหลินจือแดง จะช่วยปกป้องและยับยั้งมะเร็ง ด้วย 4 แนวทางหลักด้วยกันคือ
ใช้เป็นอาหารเสริม เพื่อลดอาการข้างเคียงจากการบำบัดด้วยเคมีหรือการฉายแสง ทำให้ร่างกายสดชื่น ช่วย                          กระตุ้นร่างกายให้มีภูมิต้านทานมากขึ้นยับยั้งป้องกันการแพร่กระจายของมะเร็งและมีชีวิตยืนยาวขึ้น ทำให้ร่างกายแข็งแรงขึ้น และยื่นระยะเวลาการมีอายุต่อไป แต่ทั้งนี้ต้องขึ้นอยู่กับเงื่อนไขของแต่ละบุคคลมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ช่วยให้รับประทานอาหารได้มากขึ้น นอนหลับสบาย ลดความกังวล และบรรเทาอาการปวดให้ลดลง
ป้องกันการเกิดซ้ำใหม่ของมะเร็ง ช่วยบำรุงร่างกาย และเสริมภูมิคุ้มกัน ซึ่งลดปัจจัยเสี่ยงในการกลับมาหรือเกิดขึ้นซ้ำของมะเร็ง
          ในปัจจุบันได้มีการนำเห็ดหลินจือแดงจากประเทศญี่ปุ่น มาสกัดด้วยเทคโนโลยีทันสมัยแต่ยังคงคุณค่าไว้ทุกประการไว้ในรูปแบบของอาหารเสริม เพื่อความสะดวกของผู้บริโภค และที่สำคัญสามารถรับประทานติดต่อกันได้นาน โดยไม่มีสารตกค้างหรือผลข้างเคียงแต่ประการใด ซึ่งเห็ดหลินจือแดงเหมาะกับผู้ที่อยู่ในภาวะความเสี่ยงที่จะเป็นมะเร็งอย่างผู้ที่ชอบรับประทานสัตว์เนื้อแดง หรืออาหารไหม้เกรียมจากการทอง ปิ้ง ย่าง ผู้ที่ชอบสูบบุหรี่หรือดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์เป็นประจำหรือผู้ที่ได้รับผลข้างเคียงจากการฉายแสงบำบัดจึงนับว่าเห็ดหลินจือแดง เป็นอีกทางเลือกเพื่อการดูแลสุขภาพร่างกายให้แข็งแรงและห่างไกลจากมะเร็ง
ข้อมูลอ้างอิงจากงานประชุมวิทยาการกรมพัฒนาการแพทย์ทางเลือก เรื่องสารต้านมะเร็งโดยนายแพทย์จักรกฤษณ์ ภูมิสวัสดิ์ สาธารณสุขนิเทศก์ เขต 16 กรุงเทพมหานคร/รองเลขาธิการ กรมพัฒนาการแพทย์ทางเลือกกระทรวงสาธารณสุข
http://www.michi.co.th



มะรุมเป็นไม้ที่มีประโยชน์อย่างมากมายทั้งการรักษาแบบแผนโบราณและแผนปัจจุบัน ประโยชน์หนึ่งที่ได้รับจากมะรุมที่หลายคนคาดไม่ถึงนั่นคือ มะรุมต้านมะเร็ง!! จริงหรือไม่ เรื่องนี้ได้รับการบันทึกโดยสถาบันที่วิจัยรวมทั้งจาก เอกสารอ้างอิงFahey,Jed W. Sc.D. Moringa oleifera: A Review of the Medical Evidence for Its Nutritional, Therapeutic, and Prophylactic Properties เรามาติดตามเรื่องราวของพืชชนิดนี้กันดีกว่า ว่าประโยชน์ของมันครอบจักรวาลจริงๆ
มะรุม สมุนไพรมหัศจรรย์ (Moringa-Miracle Tree)
มะรุมเป็นไม้ยืนต้นของไทยชนิดหนึ่งที่โตเร็ว ทนแล้งสูง สามารถปลูกได้ง่ายในเขตร้อน มะรุมมีประโยชน์มากมาย ทั้งทางด้านอาหาร ยารวมทั้งด้านอุตสาหกรรม
ชื่อพื้นเมือง ผักอีฮึม ผักอีฮุม มะค้อนก้อม
มะรุมเป็นไม้ยืนต้นขนาดกลางเรือนยอดกลมและโปร่ง เจริญเติบโตเร็ว ต้นที่โตเต็มที่อาจสูงถึง 4 เมตรและออกดอกภายในปีแรกที่ปลูก ใบมะรุมเป็นใบประกอบแบบขนนก ผิวใบด้านล่างสีอ่อนกว่าและมีขนเล็กน้อยขณะที่ใบยังอ่อน ใบมีรสหวานมัน มักออกดอกในฤดูหนาว มะรุมบางชนิดออกดอกหลายครั้งต่อปี สำหรับดอกมะรุมนั้นมีลักษณะเป็นดอกช่อ สีขาว กลีบเรียง มี 5 กลีบ กลีบดอกมี 5 กลีบแยกกัน ดอกมีรสขม หวาน มันเล็กน้อย ผลเป็นฝักยาว เปลือกสีเขียวมีส่วนคอดและส่วนมน เป็นระยะ ๆ ตามยาวของฝัก ฝักยาว 20 – 50 ซม. ฝักมีรสหวาน เมล็ดเป็นรูปสามเหลี่ยม มีปีกบางหุ้ม 3 ปีก เส้นผ่าศูนย์กลางของเมล็ดประมาณ 1 ซม.
การปลูก มะรุมเป็นพืชที่มีเติบโตอยู่ในประเทศแถบเอเชีย เช่น ศรีลังกา อินเดีย เป็นต้น และยังพบในเขตเอเชียไมเนอร์และแอฟริกา จัดว่าเป็นพืชปลูกง่าย เจริญเติบโตได้ดีในดินทุกชนิด โดยมีความต้องการน้ำและความชื้นในปริมาณปานกลาง การขยายพันธุ์ด้วยการเพาะเมล็ดหรือการปักชำกิ่ง จะได้โดยงอก มักใช้เวลาประมาณ 2สัปดาห์จึงจะให้ต้นกล้าที่สูงประมาณ 10-20 เซนติเมตรมะรุมกับประโยชน์ทางยา
ส่วนของใบมะรุม
แก้เลือดออกตามไรฟัน ใช้ถอนพิษไข้ ฆ่าเชื้อแบคทีเรีย แก้อักเสบ ขับปัสสาวะ แก้แผล ลดความดันโลหิต อีกทั้งป้องกันโรคมะเร็งได้อีกด้วย
ดอก  เป็นยาบำรุง ขับปัสสาวะ ขับน้ำตา ใช้แก้ไข้หัวลม ฆ่าเชื้อแบคทีเรีย และยังป้องกันโรคมะเร็งได้อีก
ยอดอ่อนใบมะรุม ใช้ถอนพิษไข้
เมล็ดของมะรุม  สำหรับเมล็ดนำมาใช้ปรุงเป็นยาแก้ไข้ แก้ปวดตามข้อ  แก้บวม ป้องกันโรคมะเร็ง
ราก         มีรสเผ็ด หวาน ขม สรรพคุณ บำรุงไฟธาตุ รักษาโรคหัวใจ แก้อาการบวม  รักษาโรคไขข้อ
ฝักมะรุม  ใช้แก้ไข้ ลดความดันโลหิต ป้องกันโรคมะเร็ง
เปลือกและลำต้น   มีสรรพคุณขับลมในลำไส้ ทำให้ผายหรือเรอ แก้ลมอัมพาต ป้องกันมะเร็ง คุมกำเนิด คุมธาตุอ่อน ๆ เคี้ยวกินช่วยย่อยอาหาร
ยางของมะรุม   ยังมีประโยชน์ในการฆ่าเชื้อไทฟอยด์ ซิฟิลิส แก้ปวดฟัน
คุณค่าทางอาหารใบมะรุมสดใช้กินเป็นอาหาร ส่วนใบแห้งสามารถทำเป็นผงเก็บไว้ได้นานซึ่งไม่ทำให้คุณค่าทางอาหารเสียแต่ประการใด ใบมะรุมนั้นมีมีเหล็กสูงกว่าผักขม วิตามิน เอ ที่สูงกว่าแครอท มีวิตามี ซี สูงกว่าส้ม มีแคลเซียมสูงกว่านม อีกทั้งมีโปแตสเซียมสูงกว่ากล้วย
ดอกของมะรุมยังช่วยฆ่าเชื้อแบคทีเรีย แก้หวัด ป้องกันไม่ให้เกิดโรคมะเร็ง
เมื่อเราจะแยกคุณค่าทางด้านอาหารออกมา เราจะพบว่า ฝักมะรุม 100 กรัม ให้พลังงานต่อร่างกาย 32 กิโลแคลอรี่ ซึ่งประกอบด้วย แคลเซียม 9 มิลลิกรัม เส้นใย 1.2 กรัม เหล็ก 1.5 มิลลิกรัม วิตามินซี 262 มิลลิกรัม ฟอสฟอรัส 26 มิลลิกรัม วิตามินบีหนึ่ง 0.05 มิลลิกรัม วิตามินเอ 532 IU ไนอาซิน 0.6 มิลลิกรัม
ส่วนน้ำมันที่ได้จากการคั้นเมล็ดสดของมะรุมสามารถใช้เป็นน้ำมันปรุงอาหารได้อีกด้วย


ประโยชน์อื่น ๆ
เมล็ดของมะรุมสามารถคั้นได้น้ำมันที่มีคุณภาพสูงมาก โดยนำไปใช้เป็นอาหารหรือเพื่อนำไปใช้ในด้านการถนอมผิว ส่วนกากที่เหลือนำไปใช้แทนสารส้มในการทำให้น้ำให้ใสและสะอาดได้อีก
ใบและกิ่งนำไปเป็นอาหารสัตว์ซึ่งจะทำให้สัตว์เติบโตดี และป้องกันโรคบางชนิดให้กับสัตว์เลี้ยงได้
ปัจจุบันได้มีผู้ผลิตอาหารเสริมมากมายได้นำมะรุมมาผลิตเป็นสินค้าเพื่อเป็น อาหารเสริมให้กับผู้ที่ต้องการนำมะรุมไปรับประทาน ไม่ว่าจะเป็น กาแฟมะรุม ,ชามะรุม หรือแม้แต่ในรูปของแคปซู
เราจะเห็นได้ว่ามะรุมนั้นเป็นพืชที่ทรงคุณค่ามากทั้งการเป็นพืชครัวเรือน ที่สามารถนำมาใช้ได้ตั้งแต่ใบจดราก รวมทั้งนำไปใช้ในวงการแพทย์ด้านต่างๆ ฉนั้นอยากมีสุขภาพดีเรามารับประทานมะรุมกันเถอะค่ะ



ผลยอเพื่อสุขภาพ

    
ผลยอเพื่อสุขภาพ
ผลยอหรือลูกยอนับว่าเป็นพืชสมุนไพรที่ดีอีกอย่างหนึ่งแต่จะต้องเอามาใช้ให้เกิดประโยชน์อย่างแท้จริงในที่นี้ให้เอาผลยอหรือลูกยอมาทำให้คล้ายๆชาเอามาชงดื่มทำให้สุขภาพดีอยู่เสมอโดยเฉพาะเอามาทำเป็ฯยาสมุนไพรบำรุงธาตุ คุมธาตุ ช่วยย่อย
ความจริงผลยอดิบที่แก่จัดนี้เอามาหั่นเป็นชิ้นเล็กๆแล้วโขลกทำเป็นส้มตำลูกยอก็ได้ด้วยรสชาติดีอร่อยไม่แพ้ส้มตำมะละกอ เลยส่วนใบยอนั้นเอามาแกงอ่อมก็ได้ เอามาใส่ในห่อหมกก็ได้เอามาลวกเป็นผักจ้อมก็ได้อีกอย่างหนึ่ง
ต้นยอนี้เป็นต้นไม้ยืนต้นขนาดเล็กชนิดหนึ่ง ลำต้นเป็นสีน้ำตาลเปลือกเรียบ ใบต้นยอเป็นใบไม้ใหญ่ สีเขียวเป็นมัน ขอบใบเป็นคลื่นดอกสีขาวเล็กๆ แล้วออกผลเป็ฯผลกลมๆรีๆ มีตุ่มเป็นเหมือนตาโดยรอบตะปุ่มตะป่ำ ผลสุกแล้วจะมีกลิ่นเหม็น
สรรพคุณทางยาสมุนไพรของยอมีอยู่ดังนี้ ผลยอบำรุงธาตุช่วยย่อย คุมธาตุได้ดี ช่วยเจริญอาหาร ช่ยขับลมแก้อาการสะอึก แก้อาเจียน รักษาอาการเหงือกอักเสบ ส่วนรากยอเป็นยาระบาย
ใบยอมีแคลเซียมสูง ในปริมาณ 100 กรัมมีแคลเซียมมากถึงร้อยละ 469 มิลลิกรัม มีวิตามิน เอ ร้อยละ 43,333 หน่วยสากล จึงบำรุงกระดูกได้ดีและบำรุงสายตาได้ดีด้วย

วันพฤหัสบดีที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

กะเพรากลิ่นหอมลดน้ำตาลและไขมันได้

 



กะเพรากลิ่นหอมลดน้ำตาลและไขมันได้

ข้าวผัดกระเพรา เป็นอาหารที่ทุกคนมักจะรู้จัก และคุ้มเคยอย่างดี สาเหตุส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะเป็นอาหารที่ปรุงง่าย ไม่มีพิธีรีตองอะไรมากมายแถมรสชาติก็อร่อย

นอกจากจะมีกลิ่นหองเฉพาะตัว ยังมีสรรพคุณทางยามากมาย เช่น ใบสดของกะเพรามีน้ำมันหอมระเหยอยู่ ซึ่ง ประกอบด้วย linaloo และmethyl chavicol เป็น ยาแก้ขับลม ท้องอืด ท้องเฟ้อปวดท้อง บำรุงธาตุ ขับผายลม แก้อาการจุกเสียดในท้อง ให้ใช้ใบสด หรือยอดอ่อน สัก 1 กำมือ มาต้มให้เดือด แล้วกรองเอาน้ำดื่ม แต่ถ้าใช้กับเด็ก ทารกให้นำเอามาตำให้ละเอียดคั้นเอาน้ำนำมา ผสมกับน้ำยามหาหิงคุ์แล้วใช้ทาบริเวณ รอบๆ สะดือ และทาที่ฝ่าเท้า แก้อาการปวดท้องของ เด็กได้ และน้ำที่เราเอามาคั้นออกจากใบยังใช้ ขับเสมหะ ขับเหงื่อ หรือ ใช้ทาภายนอกแก้โรค ผิวหนัง กลาก เกลื้อนได้ นอกจากนี้ ใบสดยังนำมาผัด หรือนำมาแกงเป็นอาหาร ได้อีกด้วย

สำหรับใบแห้ง ใช้ชงดื่มกับน้ำ แก้ท้องขึ้น และน้ำมันที่ได้จากใบกะเพรานั้น สามารถยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อโรคบางชนิด ช่วยฆ่าเชื้อจุลินทรีย์บางอย่าง และมีฤทธิ์ฆ่ายุงได้ ซึ่งจะมีฤทธิ์ได้นาน 2 ชั่วโมง เมล็ดกะเพรา เมื่อนำไปแช่น้ำเมล็ดก็จะพองตัวเป็นเมือก ขาว ให้ใช้พอกในบริเวณตา เมื่อตามีผงหรือฝุ่น ละอองเข้า ผงหรือฝุ่นละออง จะออกมา ซึ่งจะไม่ทำให้ตาของเราช้ำ รากกะเพรา ใช้รากที่แห้งแล้ว ชงหรือต้มกับน้ำร้อนดื่ม แก้โรคธาตุพิการ ทั้งนี้มีงานวิจัยหลายชิ้นที่ระบุว่า กะเพรา มีฤทธิ์ในการลดน้ำตาลในเลือด และลดไขมันได้

วันพุธที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

สมุนไพรไทย

สมุนไพรไทย
คนไทยเราเมื่อสมัยก่อนมีการเรียนรู้การใช้สมุนไพรรักษาโรคต่าง ๆ ในหมู่บ้านกันสืบทอดต่อมาจนถึงปัจจุบัน เพราะในอดีต ประเทศไทยมีป่าไม้อุดมสมบูรณ์มากและและสมุนไพรก็มีมากในอดีต จึงถือว่าเป้นภูมิปัญญาที่บรรพบุรุษสั่งสมเอาไว้ให้ลูกหลานได้ศึกษาความรู้และนำไปใช้ประโยชน์
กล้วยน้ำว้า กล้วยน้ำว้าใช้ทำยาได้ทั้งดิบ และสุก มีประโยชน์มากมายมหาศาล อย่างเช่น กล้วยดิบมีสารฝาดสมาน (Astringent) จึงช่วยในการสมานรักษาอาการท้องเสียที่ไม่รุนแรงได้ เป็นการยับยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรีย นอกจากนี้ยังช่วยป้องกันผนังกระเพาะลำไส้ไม่ให้เชื้อโรคและอาหารที่มีรสเผ็ดจัด เช่น พริก เข้าไปทำลายผนังกระเพาะ ลำไส้ โดยกินครั้งละครึ่งผลหรือ 1 ผล อาการท้องเสียจะทุเลาลง และยังช่วยรักษาโรคกระเพาะได้อีกด้วย
กระชาย ตามตำราถือว่ากระชายเป็นยาอายุวัฒนะชั้นหนึ่ง เป็นยาเจริญอาหารและบำรุงธาตุทำให้โลหิตหมุนเวียนดีขึ้น ผิวพรรณผุดผ่อง สดใส ชะลอความแก่ แก้ใจสั่น แก้วิงเวียน แน่นหน้าอก แก้แผลในปาก แก้ฝีอักเสบ แก้กลากเกลื้อน
กระเทียม กระเทียมเป็นพืชสมุนไพรที่มีสรรพคุณ คือ ช่วยลดปริมาณของคอเลสเตอรอลในกระแสเลือด แก้อาการท้องอืด และแน่นจุกเสียด โดยให้รับประทานกระเทียมดิบๆ ครั้งละประมาณ 5-7 กลีบหลังอาหาร
ขมิ้นชัน ขมิ้นชันนอกจากจะเป็นสมุนไพรที่นิยมนำมาใช้เป็นเครื่องเทศกันมานานแล้ว ยังมีสรรพคุณเป็นยาได้อีกด้วย เช่น เป็นยาลดกรด แก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ แน่นจุกเสียด ขับลม อาหารไม่ย่อย แก้โรคกระเพาะ แก้ปวดท้อง แก้อาการเกร็งกล้ามเนื้อ ทำให้การบีบตัวของลำไส้ลดลง
ขิง ขิงเป็นสมุนไพรอีกชนิดหนึ่งที่มีสรรพคุณมากมายอย่างไม่น่าเชื่อ ประโยชน์ของขิงคือช่วยย่อยอาหาร ลดความดัน ช่วยให้การไหลเวียนของโลหิตดีขึ้น ลดระดับไขมันคอเลสเตอรอล โดยการดูดซึมคอเลสเตอรอลจากอาหารในลำไส้ แล้วปล่อยให้ร่างกายกำจัดออกทางอุจจาระ ช่วยลดอาการอยากเสพยาของคนติดยาเสพติดได้ บรรเทาปวด ลดไข้ ลดอาการเวียนศีระษะ
ตำลึง ตำลึงเป็นสมุนไพรพื้นบ้านที่มีประโยชน์และมีคุณค่าทางอาหารสูง ตำลึงถือเป็นยาเย็น ใบช่วยขับพิษร้อน ถอนพิษไข้ แก้อาการแพ้ อักเสบ แมลงมีพิษกัดต่อย แก้แสบคัน เจ็บตา ตาแดงและตาแฉะ แก้โรคผิวหนัง และลดน้ำตาลในเลือด
ตะไคร้ ตะไคร้เป็นสมุนไพรที่มีรสเผ็ดร้อน เฝื่อน และขมเล็กน้อย นิยมนำมาใช้เป็นเครื่องปรุงในการประกอบอาหารทุกส่วนของตะไคร้ สามารถนำมาใช้เป็นยารักษาโรคหืด แก้ปวดท้อง ขับปัสสาวะ และแก้อหิวาตกโรค
กระดุมทอง เป็นไม้ล้มลุกที่พบเห็นได้ทั่วไปตามท้องถนน หรือตามบ้านเรือนที่ปลูกอาศัยอยู่ เป็นพืชที่ขึ้นได้ง่าย ใบจะสากมีสีเขียวเข้ม ดอกเมื่อบานเต็มที่จะมีสีเหลือง ตามแพทย์แผนปัจจุบันยังไม่ได้ให้การยอมรับต้นกระดุมทองนี้มากนัก แต่ทางแพทย์แผนโบราณและแพทย์แผนจีนนั้น ถือได้ว่าต้นกระดุมทองนี้มีสรรพคุณทางยาที่สามารถช่วยรักษาโรคเบาหวาน โรคหัวใจและความดันได้เป็นอย่างดี
มะระขี้นก มะระขี้นกเป็นสมุนไพรพื้นบ้านของไทยอีกชนิดหนึ่งที่มีรสขม มีสรรพคุณในการรักษาโรคเบาหวาน ลดน้ำตาลในเลือด แก้ไข้ แก้ร้อนใน กระหายน้ำ
บัวบก บัวบกเป็นพืชสมุนไพรที่มีสรรพคุณหลากหลายทั้งแก้อาการช้ำใน ลดความดันโลหิต
ที่มา  :http://th.wikipedia.org/wiki

วันอังคารที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

ฟักทอง ประโยชน์เพียบ !!!!

    
 ฟักทอง ประโยชน์เพียบ !!!!
ฟักทองจัดเป็นพืชไม้เถาเลื้อยที่มีผลสีเหลืองตระกูลเดียวกับมะระ สามารถนำมาทำอาหารได้หลากหลายชนิด ทั้งคาวและหวาน มีประโยชน์ต่อร่างกายแทบทุกส่วนเช่น
- ใบอ่อน เมื่อเทียบกับเนื้อฟักทองซึ่งมีวิตามินเอสูงแล้ว ใบอ่อนจะมีแคลเซียมและฟอสฟอรัสสูงกว่าเนื้อฟักทองด้วย
- ดอก มีวิตามินเอ ฟอสฟอรัส แคลเซียม และมีวิตามินซีเล็กน้อย
- เนื้อฟักทอง อุดมไปด้วย แคลเซียม วิตามินซี ฟอสฟอรัส วิตามินเอสูง ที่สำคัญมี เบต้าแคโรทีน เป็นสารต้านอนุมูลอิสระในเนื้อสีเหลืองๆ ของฟักทอง ช่วยลดการเกิดมะเร็ง โรคหลอดเลือดหัวใจ และโรคหัวใจได้ แถมยังช่วยชะลอความแก่เพราะช่วยเสริมสร้างคอลลาเจนใต้ผิวหน้ง ทำให้ผิวพรรณมีน้ำมีนวล ป้องกันโรคผิวหนัง และยังบรรเทาอาการปวดข้อเข่า บั้นเอวได้อย่างดียิ่ง
- เยื่อกลางผลฟักทอง นำไปพอกแผล แก้อาการฟกช้ำ อักเสบหรือปวดได้
- เปลือกฟักทอง ป้องกันการเกิดเบาหวาน เพราะจะช่วยกระตุ้นการหลั่งอินซูลินในร่างกาย ซึ่งสามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ อีกทั้งยังช่วยบำรุงตับ ไต ดวงตาอีกด้วย
- เมล็ด มีสารที่ชื่อว่า คิวเคอร์บิติน (cucurbitine) ช่วยฆ่าพยาธิตัวตืดได้ดี แถมยังช่วยขับปัสสาวะ ป้องกันมะเร็งกระเพาะปัสสาวะและนิ่ว นอกจากนี้ น้ำมันที่ได้จากเมล็ดของฟักทอง ช่วยบำรุงประสาทได้ และยังมีกรดอะมิโนบางชนิดที่ช่วยป้องกันไม่ให้ต่อมลูกหมากของผู้ชายขยายใหญ่ ขึ้น และช่วยปรับฮอร์โมนเพศชายให้อยู่ในระดับปกติ
เคล็ดลับให้ฟักทองออกผลดกๆ คือต้องคอยเด็ดยอดฟักทองไปลวกจิ้มน้ำพริก หรือ ผัดน้ำมันหอย (ทำอาหาร) บ่อย ๆ จะได้มีฟักทองไว้กินได้ตลอดทั้งปี

วันจันทร์ที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

สูตรการทำน้ำตะไคร้หอม ช่วยล้างพิษ...




สูตรการทำน้ำตะไคร้หอม ช่วยล้างพิษ...
น้ำตะไคร้ อาจไม่ใช่ตัวเลือกต้น ๆ ของหนุ่มสาวสมัยนี้ เวลากระหายน้ำ บ้างก็ว่าเหม็น บ้างก็ว่าดื่มยาก แต่รู้ไว้เถอะว่า ช่วยลดพิษของสารแปลกปลอมในร่างกาย ขับลมในลำไส้ทำให้เจริญอาหาร บำรุงสมองช่วยให้สมาธิดี รวมทั้งช่วยลดความดันโลหิต
สูตรน้ำตะไคร้หอม
ส่วนผสม
ตะไคร้           20  กรัม หรือ  1  ต้น
น้ำเชื่อม        15   กรัม หรือ  1  ช้อนคาว
น้ำเปล่า       240  กรัม หรือ 16  ช้อนคาว

วิธีทำ
นำตะไคร้มาล้างให้สะอาด หั่นเป็นท่อน ทุบให้แตก ใส่หม้อต้มกับน้ำให้เดือดกระทั่งน้ำตะไคร้ออกมาปนกับน้ำจนเป็นสีเขียว สักครู่จึงยกลง กรองเอาตะไคร้ออก เติมน้ำเชื่อมชิมรสตามชอบ

สูตรการต้มน้ำเชื่อม
ส่วนผสม
น้ำตาลทราย  1 กก.
น้ำเเปล่า        1 ลิตร ครึ่ง

วิธีทำ
ต้มน้ำอย่าเดือดมากแค่พอปุดๆ เล็กน้อย
ใส่น้ำตาลลงไปอย่าให้เดือดมาก แค่ปุดเล็กๆ ก็นำขึ้นจากเตา ถ้าปล่อยให้เดือดมากน้ำเชื่อมจะไม่อร่อยค่ะ